Friday, August 21, 2009

อาหารมังสวิรัติดีอย่างไร

อาหารมังสวิรัติดีอย่างไร

1. สอดคล้องกับธรรมชาติ ร่างกายมนุษย์เหมาะแก่การกินพืชเป็นอาหารหลักมากกว่ากินสัตว์ เห็นได้ชัดจากลักษณะฟันที่ไม่แหลมคมเหมือนสัตว์กินเนื้อเช่น เสือ ฉลาม ฯลฯ และลำไส้ของมนุษย์นั้นเป็นแบบสัตว์กินพืชคือยาวคดเคี้ยวเพื่อช่วยในการย่อย ขณะที่ลำไส้ของสัตว์กินสัตว์จะสั้น ดังนั้นเมื่อเรากินมังสวิรัติ จึงรู้สึกเบาสบายตัว

2. สุขภาพแข็งแรงและอายุยืน พืชมีสารอาหารครบถ้วนเพียงพอสำหรับความจำเป็นของร่างกาย สามารถ ป้องกันและช่วยรักษาโรค เนื้อสัตว์มีไขมันและคลอเรสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคไขมันในเส้นเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีโรคที่เกิดจากการกินเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อโรคเช่น โรควัวบ้า ไข้หวัดนก ฯลฯ

3. พัฒนาจิตใจ มีสติในการใช้ชีวิต มีความเข้มแข็ง ความมั่นใจ สามารถเอาชนะกิเลสตัณหา เกิดความสงบเย็น ความรักความเมตตา ความอ่อนโยน คิดถึงผู้อื่น ใจเขาใจเรา (สัตว์มีความรู้สึกเจ็บปวด กลัวตาย เช่นเดียวกับเรา)

4. เป็นหลักธรรมของศาสนาต่าง ๆ ศีลข้อที่หนึ่งของศาสนาพุทธคือห้ามฆ่าสัตว์ แสดงถึงความสำคัญอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติเรื่องนี้เป็นศีลข้อแรก ถึงเราไม่ได้ฆ่าเอง แต่ถ้าเรายังกินเนื้อสัตว์ก็เท่ากับส่งเสริมให้มีการฆ่าสัตว์ ในคัมภีร์ลังกาวตารสูตรของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานกล่าวว่า เนื้อย่อมเกิดมาจากเลือดและน้ำอสุจิ เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นสิ่งไม่ควรบริโภคศาสนายิว ศาสนาสิข ศาสนาเชนและศาสนาฮินดูนิยมกินมังสวิรัติ ศาสนาอิสลามห้ามการกินเนื้อสัตว์บางชนิด ศาสนาคริสต์ตอนสร้างมนุษย์ พระเจ้าตรัสแก่มนุษย์ว่าเราให้พืช ... เป็นอาหารของเจ้า” (ปฐมกาล 1:26, 29) และพระเยซูสอนว่า “... ผู้ใดมีใจกรุณา ผู้นั้นเป็นสุข” “จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน” “เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา” (มัทธิว 5:7, 7:12, 9:13)

5. ประหยัด พืชมีราคาถูกกว่าเนื้อสัตว์ มังสวิรัติจึงส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง

6. รักษาสิ่งแวดล้อม ลดพื้นที่ทำลายป่าเพื่อปลูกพืชเป็นอาหารสัตว์ ลดมลพิษจากการเลี้ยงสัตว์และอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ ช่วยลดโลกร้อน

Tuesday, July 14, 2009

กินมังสวิรัติลดโอกาสเป็นมะเร็งเกือบครึ่ง


การรับประทานอาหารมังสวิรัติหรือประเภทผักผลไม้ ลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลงได้

ศ.ทิม คีย์ จากสถาบันวิจัยมะเร็ง มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ทำการศึกษาชายหญิงจำนวน 61,000 คน อายุระหว่าง 20-89 ปี
ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ พบว่า บุคคลเหล่านี้มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ลดลง 12% ขณะที่ลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองประเภทNHL ถึง 45%

ศ.คีย์ กล่าวว่า
"มนุษย์ 1 ใน 3 คนจะป่วยเป็นโรคมะเร็ง หมายความว่าใน 100 คน จะเป็นมะเร็งเสีย 33 คน ถ้ากินอาหารมังสวิรัติความเสี่ยงที่ลดลง 12% จะทำให้เหลือจำนวนผู้ป่วยเพียง 29 คน"

Tuesday, June 23, 2009

ยืดอายุด้วยโยเกิร์ต

โยเกิร์ตทำมาจากนมหมักที่เติมเชื้อจุลินทรีย์ชนิดดี ซึ่งจัดอยู่ในจำพวก ไพรไบโอติก ที่จะเปลี่ยนแลคโตสเป็นกรดแลคติก ทำให้นมเปลี่ยนสภาพเป็นกึ่งเหลวกึ่งข้นและมีรสเปรี้ยวคล้ายนมบูด การกินโยเกิร์ตจะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดีให้ระบบลำไส้ ที่ช่วยทั้งยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีและเพิ่มภูมิต้านทานให้ระบบย่อย และเพราะจุลินทรีย์ชนิดดีสามารถย่อยน้ำตาลในนมได้ คนที่แพ้นมเพราะขาดเอนไซม์แลคโตสจึงหมดปัญหาท้องเสียหรือปวดท้องเมื่อกินโยเกิร์ต เพราะน้ำตาลแลคโตสในนมถูกเชื้อแลคโตบาสิลัสจะเปลี่ยนเป็นกรดแลคติกที่ย่อยง่าย ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า จุลินทรีย์ชนิดดีจะป้องกันการติดเชื้อ คนที่ท้องเสียจึงสามารถกินโยเกิร์ตเพื่อช่วยลดอาการถ่ายท้องได้

โยเกิร์ต Yogurt
โยเกิร์ต Yogurt




11 สารอาหารในโยเกิร์ต

เชื่อหรือไม่ว่าการกินโยเกิร์ตนั้นให้โปรตีนและแคลเซียมในปริมาณสูงกว่าการกินนม เพราะกรดแลคติกในโยเกิร์ตจะย่อยแคลเซียมในนม ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น ทั้งยังเป็นแหล่งรวมของวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการเพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง

ในโยเกิร์ตชนิดไขมันต่ำ 1 ถ้วยมีสารอาหารมากถึง 11 ชนิด ได้แก่ไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 2 โปรตีน วิตามินบี 12 ทริปโทฟาน โปแตสเซียม โมลิปเดนัม สังกะสี และวิตามินบี5 จึงไม่น่าแปลกใจที่โยเกิร์ตเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ชาวบัลแกเรียซึ่งกินโยเกิร์ตเป็นประจำอายุยืน เพราะ...


  • โยเกิร์ตมีแคลเซียมสูง จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ความดันโลหิตสูง มะเร็งในลำไส้ใหญ่ ช่วยในการลดน้ำหนักและเพิ่มการเผาผลาญไขมัน

  • มีเชื้อแลคโตบาสิลัส ที่ช่วยลดการอักเสบของลำไส้และไขข้อ และเชื้อจุลินทรีย์ที่ดีในโยเกิร์ตยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ ‘เฮลิโคแบคเตอร์ เอชไพโลไร’ ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ

  • มีกรดไขมันคอนจูเกตเต็ดไลโนเลอิค ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

  • กินโยเกิร์ตะวันละ 2-5 ถ้วย สามารถช่วยลดระดับ ‘แกซไฮโดรเจรซัลไฟด์’ ที่ทำให้ลมหายใจมีกลิ่น พร้อมลดความเสี่ยงของโรคเหงือก

  • โยเกิร์ตมีแบคทีเรียมีชีวิต ช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินบีและวิตามินเคในลำไส้ ซึ่งจากงานวิจัยพบว่าสามารถช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

  • กินโยเกิร์ตวันละ 8 ออนซ์เป็นเวลา 6 เดือน สำหรับผู้หญิงที่ติดเชื้อยีสต์ในช่องคลอดบ่อยๆ การติดเชื้อจะลดลงถึง 3 เท่า




แล้วกินอย่างไรให้อายุยืน?

โยเกิร์ตรสชาติดั้งเดิมของชาวบัลแกเรียไม่ใส่น้ำตาลและมีรสเปรี้ยว แต่ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่มีขายตามท้องตลาดจะมีรสหวานเนื่องจากผสมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมลงไปด้วย ดังนั้นการกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติจึงให้ผลดีกับร่างกายที่สุด แต่ถ้านำมาผสมกับผลไม้สด หรือปั่นรวมกับผลไม้และนมก็จะได้อาหารที่มีพลังงานเพียงพอถึงเที่ยงเลยทีเดียวค่ะ ส่วนใครที่ชอบทางสลัดหรือแซนด์วิช ใช้โยเกิร์ตแทนน้ำสลัดแบบมายองเนสก็อร่อยไม่แพ้กัน


มาทำโยเกิร์ตด้วยตัวเอง

นำนมสดรสจืด 1 ลิตรต้มด้วยไฟปานกลาง เมื่อเดือดอ่อนๆ ทิ้งไว้จนอุณหภูมิลดเหลือประมาณ 40 องศาเซลเซียส เติมโยเกิร์ตรสธรรมชาติลงไป 1 ถ้วย คนให้เข้ากันแล้วเทใส่ภาชนะที่มีฝาปิด วางทิ้งไว้นอกตู้เย็น 1 คืน (ถ้าชิมแล้วยังไม่เปรี้ยวให้ทิ้งไว้อีก 2-3 ชั่วโมงจนได้รสชาติที่ต้องการ) จากนั้นนำไปแช่ในตู้เย็น เก็บไว้รับประทานได้ 3 วัน

รูปภาพจาก getty images

Wednesday, May 27, 2009

อาหารต้านเซลลูไลท์


ใครที่ไม่อยากให้ผิวมี เซลลูไลท์ มากเกินไป วันนี้เกร็ดความรู้มีอาหารต้าน เซลลูไลท์ มาบอกกัน....


เซลลูไลท์ คือ ผิวหนังที่ขรุขระคล้ายผิวเปลือกส้ม เกิดจากสาเหตุสำคัญคือ เซลล์ไขมันที่สะสมตัวเป็นก้อนอยู่บริเวณใต้ชั้นหนังแท้มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างผิดปกติ จนทำให้ผนังหุ้มเซลล์เกิดการบิดเบี้ยวเพราะถูกดึงรั้งอยู่ใต้ผิวหนัง และเกิดเป็นรอยตะปุ่มตะป่ำคล้ายผิวของเปลือกส้มที่อาจมองเห็นได้ชัดเจนจากผิวหนังชั้นนอก
 
รับประทานอาหารกระชับผิว
เน้นรับประทานผัก ผลไม้สดให้มาก ๆ เพราะวิตามินซีและวิตามินอีนั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ผิวหนังกระชับขึ้น
 
เสริมสร้างการไหลเวียนของโลหิต
การรับประทานอาหารที่มี กรดไขมัน รวมทั้งน้ำมันปลา ถั่ว และเมล็ดพืช ก็ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตได้
 
รับประทานอาหารโปรตีน ไขมันต่ำเป็นประจำ
เซลลูไลท์เป็นเซลล์ที่สะสมของเหลวได้มากกว่าเซลล์ทั่วไป จึงมีทั้งของเหลว ไขมัน และสารพิษอยู่ ทำให้กระบวนการไหลเวียนของโลหิตกับน้ำเหลืองไม่คล่องตัว ซึ่งสารแอลบูมินที่มีอยู่ในอาหารกลุ่มโปรตีนไขมันต่ำจำพวกถั่วสามารถช่วยลดระดับของเหลวนี้ได้ และควรจะลดอาหารเค็มควบคู่กันไปด้วย
 
ลดอาหารมันและหวาน

อาหารทั้งมันและหวานจะเพิ่มอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวหนังหย่อนยานลง เกิดริ้วรอย และยิ่งเป็นอาหารที่มันเยิ้มและหวานเจี๊ยบก็ยิ่งจะไปเพิ่มแคลอรีให้กับร่างกายด้วย ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น

ถ้าไม่อยากให้ผิวมี เซลลูไลท์ มากเกินไป ก็ลองหันมารับประทานอาหารที่แนะนำกันดู.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Friday, February 6, 2009

กระเทียม : ยาฆ่าเชื้อและลดโคเลสอเตอรอล


            เพื่อน ๆ หลายคนที่ไม่ชอบทานกระเทียม  เพราะมันอาจจะมีกลิ่นติดปากของเรา  แต่จริง ๆ แล้วกระเทียมมีประโยชน์อย่างมากกับเราเลยนะคะ


            กระเทียม นอกจากจะเป็นเครื่องเทศให้กลิ่นหอม ช่วยกลบกลิ่นคาวในอาหารทั้งดิบและสุกแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาอีกมากมาย ในกระเทียมมีสารอัลลิซิน ซึ่งเป็นสารฆ่าเชื้อ มีกลิ่นฉุนจะเกิดเมื่อเราทุบหรือบดกระเทียม หากทิ้งไว้นานๆ หรือปรุงสุก ฤทธิ์ยาก็จะหายไป

            กระเทียมโทนที่มีกลิ่น และรสเผ็ดร้อนกว่ากระเทียมธรรมดาก็ให้ผลมากกว่าเช่นกัน จากการทดลองพบว่ากระเทียม สามารถฆ่าเชื้อได้ดีกว่าเพนิซิลลิน และเตตร้าซัยคลิน ซึ่งเป็นยาแก้อักเสบที่ใช้โดยทั่วไป นอกจากนี้ยัง มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคท้องเสีย, แผลติดเชื้อ, วัณโรค, ไทฟอยด์, เชื้อรา, กลากเกลื้อนด้วย


            กระเทียมไม่ได้มีเพียงฤทธิ์ฆ่าเชื้อเท่านั้น ยังช่วยลดการกำเริบของโรคหัวใจอีกด้วย โดยออกฤทธิ์ช่วยลดโคเลสเตอรอล และเพิ่มสารสำคัญในเลือดบางตัวที่มีผลต่อการสลายลิ่มในเส้นเลือด ยับยั้งการรวมตัวกันของเกล็ดเลือดทำให้ป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด พบว่า การทานกระเทียมสด 12 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ คนทั่วไปหนักประมาณ 50 กิโลกรัม ควรรับประทานกระเทียมประมาณ 50 กรัม หรือ ประมาณ 15 กลีบต่อวัน มีการทดลองพบว่าการรับประทานกระเทียม 1 หัว (ประมาณ 9 กลีบ) ต่อวัน จะช่วยลดโคเลสเตอรอลได้โดยใช้เวลาประมาณ 4 เดือน และหลังจากโคเลสเตอรอลลดลงในระดับที่น่าพบใจแล้ว การรับประทานกระเทียมสดวันละ 2 กลีบ ก็สามารถป้องกันการเพิ่มของโคเลสเตอรอลได้


            วิธีใช้กระเทียมรักษาอาการต่าง ๆ ก็ต่างกันไปตามสูตรและสถานที่ เช่น ใช้เป็นยาขับลม บำรุงธาตุ ใช้น้ำคั้นหัวกระเทียมผสมน้ำอุ่นและเกลือเล็กน้อย ใช้กลั้วคอเพื่อฆ่าเชื้อในปากและลำคอ รักษาทอนซิลอักเสบที่เริ่มเป็น และการใช้กระเทียมสดทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อนและการทารอบๆ วันละ 3-4 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการทดลองที่น่าสนใจ คือ แพทย์ชาวจีนใช้กระเทียมสกัดฉีดเข้ากระแสเลือด เพื่อรักษาโรคสมองอักเสบจากเชื้อ Cryptococcus ซึ่งมาจากนกพิราบได้

            ประโยชน์จากกระเทียมมีมากมายขนาดนี้ เพื่อน ๆ ที่ไม่ชอบทานกระเทียมก็คงจะหันมาสนใจบ้างแล้วนะคะ




ขอขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันการแพทย์แผนไทย

Tuesday, October 14, 2008

ที่นี่การแพทย์ (This is Medical) : แหล่งรวมรวบข้อมูลทางการแพทย์


ที่นี่การแพทย์ (This is Medical) : แหล่งรวมรวบข้อมูลทางการแพทย์ ท่านสามารถค้นหาโรงพยาบาล โรงพยาบาลประเทศไทย โรงพยาบาลในประเทศไทย ค้นหาคลินิก ค้นหาร้านขายยา ค้นหาบริษัทยา ค้นหาสปา ค้นหาการแพทย์แผนไทย ค้นหาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ค้นหาเวชภัณฑ์ ค้นหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงค้นหาสมาคมทางการแพทย์ ค้นหาชมรมทางการแพทย์ ค้นหาสถาบันทางการแพทย์ ค้นหาราชวิทยาลัยทางการแพทย์ ค้นหาสภาทางการแพทย์ ค้นหาการศึกษาต่อเนื่องทางการแพทย์ ค้นหามูลนิธิทางการแพทย์ ค้นหาสำนักงานทางการแพทย์ ค้นหากรมทางการแพทย์ ฯลฯ ได้จากเว็บไซต์นี้ จะมีทั้งหมด 3 Domain คือ http://www.thisismedical.com , http://www.thisismedical.tk , http://www.thisismedical.co.cc


แหล่งข้อมูลการแพทย์ - ค้นหาโรงพยาบาลประเทศไทย, ค้นโรงพยาบาลในประเทศไทย, ค้นหาโรงพยาบาลทั่วประเทศ, ค้นหาโรงพยาบาล, ค้นหาคลินิก, ค้นหาร้านขายยา, ค้นหากายภาพ, ค้นหานวดแผนไทย, ค้นหาการแพทย์แผนไทย, ค้นหาสปา ฯลฯ